การสัมภาษณ์ สุรเดช มุขยางกูร ชูธง เรื่องจากสหวิริยา เข้าสู่ โลจิสติกส์ครบวงจรอย่างเต็มตัว

Suradej Muamsangkura Flag

การสัมภาษณ์ คุณ สุรเดช มุขยางกูร ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท SVL corporation จำกัด ในฐานะผู้บริหาร SVL corporation Group

เหตุผลที่ทำให้มาทำธุรกิจทางด้านโลจิสติกส์อย่างเต็มตัว

ทางด้านสหวิริยาทำธุรกิจเหล็กมามากกว่า 60 ปี เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าเหล็กมีน้ำหนักเยอะ เพราะฉะนั้นการขนส่งจึงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้น สหวิริยาขนส่งได้ตั้งมา 50 ปี เพื่อทำการส่งเหล็กจากโรงงานที่ ประจวบ ไปส่งลูกค้าที่กรุงเทพฯ เมื่อก่อนไม่ต้องทำอะไรมาก
จน 3 ปีที่ผ่านมาเหล็กเริ่มเกิดวิกฤต เลยเกิดไอเดียจัดโครงสร้างใหม่ขึ้นมา เลยกลายมาเป็น สหวิริยา โลจิสติกส์ มีหน้าที่ย้ายของ ทำคลังสินค้า เมื่อก่อนไม่เคยไปหาลูกค้า มีแต่ลูกค้ามาหา แต่ปัจจุบันนี้กลับไปวิ่งหาลูกค้าแทน

ทรัพยากรในการจะทำแบบครบวงจร

ปัจจุบันนี้เรามีรถบรรทุกทั้งหมด 200 คัน และจากเพื่อนร่วมธุรกิจ 300 คัน เท่ากับมีรถทั้งหมด 500 คัน อีกทั้งยังมีท่าเรืออีก 2 แห่ง คือ ท่าเรือตรงแม่น้ำบางปะกง และท่าเรือน้ำลึกที่ ประจวบ ซึ่งท่าเรือเหล่านี้สามารถรองรับเรือขนถ่ายสินค้าอันมีระวางสูงสุดได้ถึง 100,000 DWT อีกทั้งยังมีท่าเรือขนาดเล็กสามารถจอดเรือเล็กได้อีก 8 ลำ มีอุปกรณ์รองรับในการขนส่งขึ้นไปยังชายฝั่ง มีเครน อุปกรณ์ขนส่ง อย่างครบครัน โดยร่องน้ำเป็นแบบน้ำลึกจากธรรมชาติขนาด 14 เมตร ไม่ได้ไปปรับแต่งอะไร ตรงนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการบริหารโลจิสติกส์ เนื่องจากการขนส่งเหล็กทางเรือสามารถช่วยลดปริมาณการจราจรติดขัดบนถนน นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนให้กับลูกค้าด้วยการใช้เรือลำเลียง 60 ลำอีกต่อหนึ่ง ซึ่งมีขนาดระวางบรรทุก 2,000-2,200 ตัน/ลำ ถ้าเปรียบเทียบกับรถบรรทุก 1 คันจะบรรทุกได้ 30 ตัน เท่ากับใช้เรือเพียง 1 ลำ สรุปแล้วสามารถประหยัดการใช้รถบรรทุกไปได้ 70 คัน แถมในบางครั้งใช้เรือลำเลียงพ่วงเพียง 3 ลำ เท่ากับช่วยประหยัดรถบรรทุกให้หายไป 200 กว่าคัน

การวางแผนพัฒนาโลจิสติกส์แบบครบวงจร

จากศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่ ประกอบกับมีบริเวณหลังท่าเรือจำนวน 1,660 ไร่ จึงมีการทำโครงการ นิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านบาท เนื่องจากเราต้องการให้ที่แห่งนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของโลจิสติกส์ทางภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน เป็นการขนส่งแบบเชื่อมโยงทั้งการขนส่งทางรถ รถไฟจากภาคใต้ และทางเรือ ภาคตะวันตก ทะลุเข้าสู่เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
จากการศึกษาในเรื่องของความเป็นไปได้ สำหรับการจัดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งวางแผนให้มีการวิ่งตัดตรงจากท่าเรือประจวบไปยังท่าเรือสัตหีบ มีระยะทางทั้งสิ้น 116 ไมล์ทะเล อีกทั้งในปัจจุบันนี้ยังอยู่ระหว่างการดึงความร่วมมือกับญี่ปุ่นและทางสแกนดิเนเวียซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญในเรื่องของการเดินเรือใหญ่เข้ามาร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการนี้

Related posts