จีนเตรียมตัวรับมือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

Economic slowdown

การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนปี 2019 ส่อแววมีการลดลงมาอยู่ในระดับ 6.1-6.2% จากปี 2018 ซึ่งขยายตัว 6.6% เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ผลกระทบอันเกิดจากการที่สหรัฐปรับขึ้น โดยเฉพาะภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีน จะเริ่มส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ บวกกับการชะลอของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาหนี้เสีย รวมทั้งเกิดการชะลอตัวของการลงทุน ประเทศจีนเตรียมตัวรับมือกับเศรษฐกิจ ที่ส่อแววไม่ค่อยเข้าเค้า ในเรื่องของความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐกับประเทศจีน ที่เริ่มมีการพูดคุยกันในเดือนมกราคม ล่าสุดมีข่าวว่าทั้ง 2 ประเทศนี้อาจเข้าใกล้บรรลุข้อตกลงทางการค้าบางอย่าง โดยประเทศจีนได้ยื่นข้อเสนอปรับลดภาษีนำเข้า และหย่อนกฎระเบียบทางด้านการนำเข้าสินค้าการเกษตร, เคมีภัณฑ์, รถยนต์ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ จากประเทศสหรัฐ ในขณะที่ประเทศสหรัฐอาจยกเลิกการเรียกเก็บภาษีเกือบทั้งหมด ซึ่งบังคับใช้กับจีนตั้งแต่ปี 2018 ส่วนสภาพเศรษฐกิจภายในของจีน ก็ยังมีทิศทางยับยั้งอยู่ สำหรับในภาคอุตสาหกรรม ก็แสดงให้เห็นจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นปรากฏการณ์แสดงให้เห็นถึงการถดถอยอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรม ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ชะลอตัวลงเช่นกัน โดยการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน ในวันที่ 5 มีนาคม 2019 รัฐบาลจีนได้แสดงความกระตุ้นทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงนานาชนิด เพราะฉะนั้น คุณประเทศจีนจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือ กับนโยบายเศรษฐกิจหลักๆ ในปีนี้ 2019 นี้ได้แก่… เป้าหมายการผลักดันเศรษฐกิจในปี 2019 6-6.5% ลดลงจากปี 2018 ประมาณ 6.5 % เพิ่มการขาดดุลจาก 2.6% ของ GDP เป็น 2.8% ลดภาษีบริษัทเอกชนรวมเป็นจำนวน 298,000 ล้านดอลลาร์ ปรับลดภาษีประเภทสินค้าอุตสาหกรรม 3% รวมทั้งสินค้าอื่นๆ เช่น เกษตร, เคมีภัณฑ์, บริการ จำนวน 1% เพิ่มจำนวนให้รัฐบาลท้องถิ่นออกแบงก์ ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2.15 ล้านล้านหยวนในปี 2019 เพื่อนำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างตำแหน่งงานใหม่ 11…

Read More

เศรษฐกิจโลก รายงานข่าวปัจจุบันว่าภาวะเป็นอย่างไร

The world economy

เศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากไม่ว่าจะเป็นระดับครัวเรือน ระดับภาค ระดับประเทศ จนถึงระดับประเทศ ปัจจัยที่เกิดขึ้นในระดับต่างส่งผลต่อเนื่องกระทบกันเป็นลูกโซ่ เพื่อให้เราเตรียมตัวรับมือกับภาพรวมเศรษฐกิจของปีนี้ได้ เรามาดูกันว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร บางเรื่องอาจจะมองว่าไกลตัวแต่ผลกระทบของมันจะเกิดขึ้นกับเราแบบไม่รู้ตัวก็ได้ ระเบียงเศรษฐกิจ EEC ปัจจัยตัวแรกที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมก็คือ ระเบียบเศรษฐกิจ EEC โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ภาครัฐวางแผนเอาไว้ ยิ่งครึ่งหลังของปีจะยิ่งส่งผลให้เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้ จับตาดูโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการซ่อม สร้าง เกี่ยวกับสนามบิน และอากาศยาน ยังไม่รวมถึงโครงการอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ S-curve อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า และอีกมากมาย โครงการเหล่านี้จะทำให้เกิดการสร้างงานอีกมากมายในอนาคต สงครามการค้าสหรัฐ – จีน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และ จีน กลายเป็นหัวข้อสำคัญทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศเป็นห่วงมาก รวมถึงไทยด้วย สงครามการค้าครั้งนี้ปีนี้เหมือนจะลดระดับลงมาแต่เป็นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไทยเรายังได้รับอิทธิพลของสงครามนี้ทางอ้อมจากการที่เราเองไม่สามารถส่งออกวัตถุดิบไปจีนเพื่อผลิตเป็นสินค้าไปอเมริกาได้ ทำให้ภาคการส่งออกรับผลกระทบไปมากพอสมควร หากสงครามนี้ยังดำเนินต่อไปทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น คงต้องมาดูกันว่า เราจะวางแผนจัดการเรื่องนี้อย่างไร การท่องเที่ยวไม่เฟี้ยวเหมือนเดิม เครื่องยนต์สำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจไทยไปด้านหน้า ก็คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นตัวจักรในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศให้เข้ามาลงเม็ดเงิน ปีนี้ต้องบอกว่า การท่องเที่ยวของไทยไม่เฟี้ยวเหมือนเดิม นอกจากข่าวคราวทางลบที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาวะฝุ่น pm 2.5 คืออุปสรรคตัวใหญ่ที่ขวางกั้นอยู่ นักท่องเที่ยวพอเห็นข่าวนี้ก็ไม่มีใครอยากมาแล้ว แม้ว่าตอนนี้เรื่องนี้จะเบาบางลงไปก็ตามทีในกรุงเทพ แต่ทางภาคเหนือเรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางการต้องจัดการ อัตราดอกเบี้ย เหตุการณ์สำคัญเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย คือ การประกาศปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการขยายตัวไปด้วย ซึ่งผลจะเกิดภาพชัดเจนตอนครึ่งปีหลัง ตรงนี้รวมถึงไทยด้วย ต้องมาดูว่าธนาคารแต่ละแห่งจะเดินเกมอย่างไรต่อการปรับดอกเบี้ยในครั้งนี้ การปรับตัวของธนาคารไทย เปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน เป็นวลีที่ใช้ได้เสมอ ปีนี้ธนาคารไทยเองมีการปรับตัวให้เห็นชัดกันหลายกรณีเลยเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะ หากไม่เปลี่ยนบอกเลยว่าอยู่ไม่ได้แน่นอน อย่างเช่น การรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย กับ ธนาคารธนชาติ บอกตามตรงว่าไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นมาแล้ว อีกเคสหนึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ที่แม้ว่าจะมีสาขาเยอะ ตู้เอทีเอ็มเยอะ แต่ก็ยังต้องเปลี่ยนตัวเองไปรวมกับ 7-11 เพื่อให้บริการด้านการเงินเลย ต้องมาดูว่าการปรับตัวธนาคารไทยจะมีอะไรตามมาอีก นั่นส่งผลต่อวิธีการใช้เงินของเราแน่นอน

Read More

ประเทศจีนเปิดให้ทั่วโลกสามารถลงทุนในกลุ่มอุตสหกรรมได้มากยิ่งขึ้น

China is open to the world to invest more

หลังจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวภายในงาน Boao Forum For Asia 2018 ว่า ปีนี้จีนจะเปิดให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศจีนได้มากขึ้น จากหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งล่าสุดก็มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นแล้ว คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) เตรียมความพร้อมในการผ่อนคลายข้อกำหนด คือ การให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจต่างๆหลากรูปแบบ ในประเทศจีนได้อย่างสะดวกมากขึ้น ภายหลังจากที่สหรัฐและEU เคยออกมาว่ากล่าวประเทศจีนอย่างรุนแรง เรื่องการกีดกันธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการลงทุนจากต่างประเทศก็สามารถทำได้ยาก รวมทั้งเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ อีกด้วย จึงก่อให้เกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ทางการจีนได้เริ่มดำเนินการผ่อนคลาย ในเรื่องของการลงทุนของอุตสาหกรรมภาคการเงินและประกันภัยบ้างแล้ว โดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามามีสัดส่วนในการถือหุ้นได้มากยิ่งขึ้น จึงทำให้สถาบันการเงินต่างชาติ เริ่มหันมาให้ความสนใจกลับเข้าไปทำธุรกิจในประเทศจีนอีกครั้ง อย่าง JPMorgan ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่ประกาศขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศจีนออกไปในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปมีสัดส่วนในการบริหารได้ และขณะนี้จีนกำลังจะเปิดกว้างกับชาวต่างชาติ ในหลากหลายอุตสาหกรรมมากกว่าแต่ก่อน โดยอุตสาหกรรมที่จะเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร เช่น การเพาะพันธุ์พืช เป็นต้น , อุตสาหกรรมพลังงาน เช่น  การไฟฟ้า, ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น แม้กระทั่งอุตสาหกรรมจัดหาแร่ธาตุก็ยังเปิดรับเช่นกัน ในธุรกิจอันหลากหลายที่ทางการจีนเปิดให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนได้มากขึ้น จึงทำให้บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง เช่น Exxon Mobil เกิดความสนใจเข้าไปเพิ่มการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น เช่น ธุรกิจปั๊มน้ำมัน ซึ่งแรกเดิมบริษัทจีนจำเป็นต้องมีสัดส่วนถือหุ้นและบริหารเกิน 50% แต่จากการออกกฎใหม่นี้ส่งผลให้บริษัทต่างชาติถือหุ้นได้มากกว่าแต่ก่อน การที่จีนเปิดรับมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากสงครามการค้า โดย นาย Gai Xinzhe นักวิเคราะห์จาก Bank of China Institute of International Finance กล่าวว่า สาเหตุที่ออกกฎใหม่เช่นนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องของแรงกดดัน ซึ่งมาจากสงครามการค้า มิฉะนั้นประเทศจีนอาจโดนกล่าวหาเพิ่มว่า ยังคงมีกำแพงเรื่องต่างๆ จึงทำให้ชาวต่างชาติไม่อาจเข้ามาลงทุน หรือค้าขายได้ง่ายขึ้นเหมือนที่ทางการจีนเคยพูดไว้ ว่าจีนสนับสนุนการค้าขายแบบเสรี นอกจากนี้ยังได้มีการประกาศเพิ่มเติมอีกว่า จีนเหลืออุตสาหกรรมที่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมทั้งห้ามให้มีสิทธิ์ในการบริหารเหลือแค่ 48 ประเภทอุตสาหกรรมเท่านั้น เท่ากับว่าลดลงในช่วงที่ผ่านมาถึง…

Read More

ทำไมอุตสาหกรรมจีนกำลังมาแรง แซงทางโค้ง

Why is Chinese industry so strong

หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลายประเทศในโลก คงอาจไม่คิดว่า ‘ประเทศจีน’ จะขึ้นมาเป็นมังกรผงาดเหมือนเช่นทุกวันนี้ อีกทั้งสินค้าจากประเทศแดง ก็มักถูกมองเป็นสินค้าเกรดล่าง แต่ปัจจุบันนี้จีนได้กลายเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถึงขนาดผู้ผลิตสินค้าชั้นนำต่างประเทศ ก็พากันเข้ามาลงทุนการผลิต ณ ประเทศจีนกันทั้งสิ้น ส่งผลให้จีนถือครองสัดส่วน GDP ถึง 50% เลยทีเดียว จากพื้นที่ภูมิประเทศอันมีขนาดกว้างขวางอีกทั้งยังมีประชากรจำนวนมากถึง 1,412,193,126 คน ในปี ค.ศ. 1978 เติ้งเสี่ยวผิง ได้ทำการปฏิรูปประเทศด้วยการไปเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย, สิงคโปร์ เป็นต้น และได้มีการลงความเห็นว่าการที่จีนจะสามารถเติบโตได้นั้น จำเป็นต้องเปิดประเทศ พร้อมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจในหลายรูปแบบ รวมถึงเพิ่มการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้มีการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ เซินเจิ้น, จูไห่, ซัวเถา และเซียเหมิน บวกกับจีนมีต้นทุนการผลิตต่ำ, มีจำนวนแรงงานมากมาย และสิ่งสำคัญคือ การส่งออกสินค้าไม่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันนี้ได้จีนขึ้นแท่นกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมหลักของโลก สามารถดึงดูดทั้งนักลงทุนด้วยการผลิตอันหลากหลายรูปแบบ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ต่อมาเมื่อมีผู้ผลิตจำนวนมากกระจุกอยู่รวมกัน จึงทำให้เกิดความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงาน, วัตถุดิบ, เทคโนโลยี อีกทั้งยังมีการควบคุมคุณภาพ จากบริษัทแม่ซึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำให้สินค้าจากจีนมีมาตรฐานใกล้เคียงกับการผลิตเดิมหรือบางธุรกิจมีคุณภาพดีกว่าด้วยซ้ำ เมืองเซินเจิ้น หนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมของจีน เป็นเมืองที่เจริญเติบโตได้ไวที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เป็นเมืองหลวงแห่งการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของโลก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยศูนย์วิจัยจากผู้ผลิตชั้นนำต่างๆ เช่น Samsung, Cannon, Sony เป็นต้น เมืองเซินเจิ้น นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นเยี่ยมแล้ว ผู้คนก็ยังสามารถหาซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกคล้ายคลึงกับบ้านหม้อของประเทศไทย แต่มีของครบกว่าและมีพื้นที่ใหญ่กว่ามาก ประเทศจีนสามารถคิดค้นพร้อมลงมือผลิตสินค้าได้เร็วกว่าฝั่งตะวันตก แต่หลายครั้งก็ไม่อาจนำออกสู่ตลาดก่อนได้เพราะติดปัญหาบางอย่าง ในปัจจุบันต้นทุนการผลิตเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหลายรายนำหุ่นยนต์มาใช้ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยขณะที่ต้นทุนด้านชิ้นส่วนหรือวัสดุต่างๆ ยังคงมีราคาไม่สูงมากเท่าไหร่ จากการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงจากการตัดสินใจของ เติ้งเสี่ยวผิง จึงทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนโฉมหน้าได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยเพียงช่วงเวลาไม่กี่สิบปี ทำให้เกิดนวัตกรรมอันทัดเทียมสามารถพร้อมจะก้าวข้ามนานาชาติไปได้ในพริบตา

Read More

แหล่งสินค้าจีน แหล่งผลิตในจีน สถานที่ผลิตสินค้าจีนที่สำคัญๆ

Major Chinese production sites

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในชั่วโมงนี้สินค้าจากจีนกำลังมาแรง นั่นเป็นเพราะจุดเด่นของสินค้าจีนอยู่ที่ความหลากหลายของชนิดสินค้า เกรดและดีไซน์ และที่สำคัญคือราคาที่มีให้เลือกหลายระดับราคา ลงทุนนำไปขายแล้วได้กำไรมาก ขายง่าย ใครที่กำลังมองหาลู่ทางอละกหาสินค้าจากจีนมาลงทุนธุรกิจละก็ ลองมาดูแหล่งผลิตและสถานที่ผลิตสำคัญ ๆ ของสินค้าจีนด้วยกัน 1. แหล่งผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิค สินค้าอิเล็กโทรนิคประเภท โทรศัพท์มือถือ อะไหล่ เครื่องเล่นดีวีดี กล้อง ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่เมืองเสิ่นเจิ้น แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าจะมีแหล่งผลิตใหญ่ที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง อีกแหล่งคือเมืองหลิงโปว มณฑลเจ้อเจียง เซี่งไฮ้ 2. เครื่องปั้นดินเผา แก้ว แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาแหล่งใหญ่จะอยู่ที่เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง มีทั้งแก้ว ของใช้จากเซรามิก ตุ๊กตาปั้นต่าง ๆ 3.สินค้าประเภทไม้ เป็นสินค้าที่ทำจากไม้เป็นวัตถุดิบทุกปรัเภท เช่นไม้แกะสลัก กรอบรูป ของใช้ต่าง ๆ จากไม้ ชามไม้ ช้อนไม้ ของตกแต่งจากไม้ เหล่านี้มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ เมืองต่งหยาง เซี่ยงไฮ้ ถ้าเข้าไปเดินเลือกจะเห็นว่ามีสินค้าจากไม้หลายเกรดมากตั้งแต่ราคาถูกไปจนถึงแพงมาก ๆ อย่างของสะสมเป็นต้น 4.เสื้อผ้า เป็นสินค้าที่คนไทยนิยมไปซื้อมากที่สุด เราสามารถซื้อแล้วแพ็คลงตู้คอนเทนเนอร์กลับมาไทยก็ได้ แต่ต้องระวังในการบรรจุหีบห่อไม่ให้ถูกเปลี่ยนของข้างในด้วย แหล่งขายส่งเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดของจีนก็คือ เมืองกวางโจวในเขตนครกวางตุ้ง 5 มุกและอัญมณี หยก มีตลาดที่ชื่อว่าตลาดซูกี่ อยู่ในมกหานครเซ่ยงไฮ้ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องมุกและของประดับต่าง ๆ ที่ทำจากมุกและยังมีอัญมณีในแบบจีน ๆ แต่ถ้าเป็นหยกจะมีขายอยู่มาก เป็นแหล่งของหยกเลยก็ต้องที่เมืองกวางโจว 6.ชุดชั้นใน ของเล่น สินค้าทั่งวไปแบบทุกอย่าง 20 และของก็อปปี้ ของประเภทพวกนี้นั้น ถ้าบ้านเราก็ต้องไปในย่านสำเพ็ง พาหุรัด แต่ที่จีนมีแยกแล้วแต่เมืองแล้วแต่ของ ได้แก่ สินค้าของใช้เบ็ดเตล็ด 20 บ้านแหล่งออยู่ที่เมืองอู่อี้ ของเล่นต่าง ๆ มีมากที่ซัวเถา ของก็อปปี้แหล่งอยู่เมืองกวางโจว ชุดชั้นในมีเยอะที่ซัวเถาและกวางโจว ตามแหล่งที่ได้แนะนำมาเป็นแหล่งของสินค้าประเภทนั้น ๆ ก็จริง แต่ในตอนนี้ที่จีนก็มีการกระจายแหล่งผลิตไปยังเมืองต่าง…

Read More

10 แบรนด์สินค้าจากประเทศจีนที่มีมูลค่ามากที่สุด

10 most valuable brands from China

อย่างที่ทราบกันถึงความเปลี่ยนไปของความเคลื่อนไหวในด้านเศรษฐกิจและการค้าโลกว่า ในปัจจุบันยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลในด้านธุรกิจมากที่สุดไม่ใช่แประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่สินค้าทุกอย่างได้ถูกผลิตและนำเข้าจากประเทศจีน ประเทศจีนเป็นแหล่งผลิตและฐานการผลิตสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกมานานหลายปีแล้ว แต่เดิมนั้นจีนมีบทบาทสำคัญจำกัดอยู่ที่การเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อป้อนให้กับบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศ ทำให้แบรนด์ที่จ้างผลิตสินค้านั้นเป็นแบรนด์ของประเทศต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกัน มีเพียงเครดิตว่า Made in china เท่านั้นที่ติดอยู่ แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ ประเทศจีนได้เปลี่ยนโฉมหน้าในการทำแผนเศรษฐกิจใหม่ ไม่เพียงแต่จะยังคงเป็นฐานการผลิตให้กับสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ของตัวเอง คือแบรนด์ที่มียี่ห้อและชื่อเป็นของจีนอย่างชัดเจน จากเดิมที่ของจีนไม่ได้รับความนิยมเพราะถูกมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ แต่ปัจจุบันชาวโลกได้ยอมรับสินค้าจากจีนมากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า สินค้าจากจีนมีหลายเกรดให้เลือกที่มีคุณภาพสูงก็มีให้เลือกบริโภคเลือกซื้อหาเช่นกัน เหตุผลสำคัญมากไปกว่านั้นก็คือสินค้าจากจีนมีราคาค่อนข้างถูกจึงสามารถทำกำไรได้มากถ้านำเข้าเพื่อไปขายต่อ ทำให้เกิดแบรนด์ต่างๆ และประเภทสินค้าต่างๆ มากมายในจีน สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าจากจีน ได้มีการจัดอันดับจากองค์กรของจีนเองซึ่งเป็นที่ยอมรับ ถึงอันดับของแบรนด์สินค้าจีนที่มีมูลค่ามากที่สุด มีความนิยมมากที่สุดไว้ 10 รายการคือ 1. Changhai Lao Miao Jewelry เป็นร้านขายเครื่องประดับและอัญมณีที่มีสาขาถึง 62 สาขาและมีแฟรนด์ไชส์ 200 สาขาไปทั่วประเทศจีน ทำยอดขายได้มากถึง 5.27 พันล้านหยวน 2. China Quanjude Group เป็นแบรนด์ธุรกิจร้านอาหารภัตตาคารเป็ดย่างแบบสูตรเป็ดปักกิ่ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศจีน มีเมนูให้เลือกรับประทานมากถึง 400 เมนูมีมูลค่าการตลาด 9.11 พันล้านหยวน 3. Anhui Yingjia Group เป็นบริษัทผลิตไวน์จากมณฑลอันหุ่ยที่มีชื่อเสียง มีมูลค่าธุรกิจ 13.54 พันล้านหยวน 4. Shanxi Xinghuacun Fenjiu Group เนบริษัทไวน์จากมณฑลซานซี มีมูลค่าการตลาด 15.93 พันล้านหยวน 5. Dongeejiao Pharmaceutical.co.Ltd เป็นบริษัทยาและอของบำรุงสุขภาพตำรับดั้งเดิมโบราณของจีน มีมูลค่าการตลาด 34.05 พันล้านหยวน 6. Tsingtao Brewery CoLltd บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ของจีน มูลค่าการตลาด 35.79 พันล้านหยวน…

Read More

บึงธาตุหลวง เขตเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง

zgjh88_img.ryltm

ช่วง 10 ปีหลังมานี่ต้องยอมรับกันตามตรงเลยว่าบ้านเราไม่ใช่แหล่งสวรรค์ชั้นเยี่ยมของเหล่านักลงทุนจากต่างประเทศอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากร การเมืองและอีกมากมาย ทำให้หลายประเทศเริ่มเบนเข็มไปยังประเทศข้างเคียงที่ยังอุดมสมบูรณ์มากกว่า อย่างเช่น บึงธาตุหลวง เขตเศรษฐกิจแห่งใหม่ของอาเซียน ดูไบแห่งอาเซียน บึงธาตุหลวง กำลังจะเป็นมหานครชั้นนำคล้ายกับเมืองดูไบเลยทีเดียว เนื่องจากเค้ามีการวางโปรเจกขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาบึงธาตุหลวงตรงนี้ ให้เป็นศูนย์รวมของประเทศและภูมิภาคอาเซียนเลยไม่ว่าจะเป็น โรงแรมระดับ 3-5 ดาว หอประชุมระดับนานาชาติ โรงเรียนนานาชาติ ช็อปปิ้งเซนเตอร์ หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และสิ่งปลูกสร้างระดับพรีเมี่ยมล้อมรอบบึงธาตุหลวง ฟังตอนแรกอาจจะดูว่าเป็นไปได้ยากหากรัฐบาลจาก สปป.ลาวทำด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ทุกอย่างกลับเป็นไปได้มากทันที เมื่อทางรัฐบาลได้พาร์ทเนอร์ระดับโลกเข้ามาช่วยเหลือ ยักษ์ใหญ่ของโลกเข้ามาดูแล พาร์ทเนอร์ระดับโลกในครั้งนี้ของทาง สปป.ลาว นั่นคือ เหล่านักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เต็มไปด้วยเงินทุนมหาศาล อีกทั้งพวกเค้ายังมีเครือข่าย คอนเนกชั่นอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะสร้างอะไรมีบริษัทจีนรองรับอยู่แล้วเลยไม่ต้องห่วงเลยว่า พวกเค้าจะทำไม่ได้ โดยผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาพื้นที่บึงธาตุหลวงในครั้งนี้ได้แก่ บริษัท เซี่ยงไฮ้ วันเฟิ่งของประเทศจีน สัญญาระยะยาวและกำไร สัมปทานในครั้งนี้ มองไปแล้วทางนักลงทุนของจีนเองก็ต้องมองถึงกำไรไปแล้ว ส่วนแรกเราไปดูระยะเวลาในสัญญาของสัมปทานครั้งนี้ยาวนานถึง 99 ปี ต้องบอกเลยว่า ทางจีนน่าจะคืนทุนตั้งแต่ 30 ปีแรกแล้วเลยด้วยซ้ำ นอกจากนั้นทางการเนรมิตรบึงธาตุหลวงครั้งนี้ นักลงทุนจะได้รับเงินจากค่าเช่าที่บริเวณนั้นทั้งหมด จากนั้นจะหักรายได้ 50% ของค่าเช่าให้ทาง สปป.ลาวให้ด้วย ศูนย์กลางการค้าการลงทุนของประเทศและภูมิภาคอย่างนี้รายได้เห็นๆ ได้ข่าวว่าเริ่มมีนักลงทุนเข้าไปจับจองพื้นที่กันแล้ว ช่องทางอันน้อยนิดของไทย นอกจากนั้นจุดแข็งของบึงธาตุหลวงคือการตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางและทำเลที่ดีในการเชื่อมต่อกับประเทศอื่นใกล้เคียงไม่ว่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา หากเมืองนี้เสร็จล่ะก็อาจจะเป็นไปได้เลยว่า จุดศูนย์กลางเรื่องต่างๆอาจจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เป็นได้ ส่วนไทยเราอาจจะมีเพียงแค่ส่วนน้อยในการเช่าพื้นที่เท่านั้น ดูแล้วไม่มีช่องทางที่จะแทรกขึ้นไปได้เลย น่ากลัวว่าพอตรงนี้เสร็จแล้วไทยเราคงดร็อปลงไปเยอะทีเดียว แต่ทาง สปป.ลาวเองก็มีจุดเสี่ยงเหมือนกัน การที่เมืองจู่ๆ ขยายออกไปเป็นสิบเท่า ร้อยเท่าแบบนี้ น่าจะกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสังคมของ สปป.ลาวเหมือนกัน มาดูกันว่าพวกเค้าจะต้านรับคลื่นทุนนิยมนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

Read More

EU หาทางป้องกันการทะลักของสินค้าเหล็ก จากสหรัฐฯ

zgjh88-PHOTO

จากแหล่งข่าวได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปหรือ EU กำลังอยู่ในการพิจารณาแนวทางรวมทั้งมาตรการป้องกันตนเอง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการทะลักของสินค้าจำพวกเหล็ก จากการที่สหรัฐอเมริกา ใช้มาตรา 232 ของกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 โดยจะมีการประกาศการใช้ภายในอาทิตย์หน้า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นาย Wilbur Ross ได้ออกมากล่าวถึงขันตอนการไต่สวนของสินค้าเหล็กนำเข้าซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และนาย Wilbur Ross ได้ให้ความเห็นว่าอาจจะมีการใช้นโยบายทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มอัตราภาษี , การจำกัดโควต้าการนำเข้า หรืออาจจะเป็นทั้ง 2 มาตรการเลยก็ได้ ส่วนทางด้านผู้ผลิตเหล็กของยุโรปต่างก็ออกมาเรียกร้องรวมทั้งแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า หากประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศใช้นโยบายดังกล่าวจริงอาจจะก่อให้เกิด คลื่นยักษ์สึนามิของวงการเหล็ก หรือ การล้นทะลักอย่างมหาศาลของสินค้าเหล็ก ซึ่งเข้ามาในตลาดยุโรปแน่นอนว่ามันต้องเป็นการสร้างความเสียหายให้กับผู้ผลิตในยุโรปเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ทางแหล่งข่าวเชื่อว่าสำหรับเหตุการณ์นี้ทาง EU น่าจะมีการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวนี้เหมือนกับในมัยตอนที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เช่นเดียวกันในปี ค.ส. 2002 ซึ่งตอนนั้นประธานาธิบดี George W bush ของสหรัฐฯ ได้อาศัยอำนาจของกฎหมายมาตรา 201 เพื่อประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็นจำนวน 30% ในระยะเวลา 3 ปี มาตรานี้ถูกใช้สำหรับการนำเข้าสินค้าเหล็กจำนวน 8 ชนิด จากทั้ง 16 ประเทศ ต่อมาในปี ค.ส. 2012 ทาง EU ได้ออกมาโต้ตอบด้วยการกำหนดโควต้าการนำเข้าสินค้าเหล็กโดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งก็คือ กำหนดให้ปริมาณโควตาเหล็กที่นำเข้าในปี ค.ส. 2002 ให้ไม่เกินปริมาณนำเข้าเหล็กของในปี ค.ส. 2001 แต่ในตอนนี้ทางยุโรปก็ยังไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวจากผู้ผลิตเหล็ก ต่อมานักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเขาเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับประธานาธิบดีของสหรัฐรุ่นเก่าๆ ได้ส่งหนังสือไปยังทำเนียบขาวโดยระบุว่า ท่านกำลังใช้อำนาจตามมาตรา 232 เพื่อทำการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก เนื่องจากเชื่อว่ามันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จึงส่งหนังสือมาขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการเช่นนี้ ต่อมาสำนักข่าว Xinhua ได้รายงานว่า เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา…

Read More

Kobelco Millcon Steel เปิดทำการผลิตลวดเหล็กอย่างเป็นทางการ

zgjh88-kobelcomillcon

โรงงานผลิตเหล็กชนิดพิเศษที่มีการบริหารจากการร่วมทุนระหว่าง 2 บริษัท คือบริษัท Kobe Steel จากญี่ปุ่นและบริษัท Millcon Steel ของไทยซึ่งได้ทำการสร้างโรงงานอยู่ ณ จังหวัดระยองอันเป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทยอีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการประกอบอุตสาหกรรมโรงงานต่างๆ อีกทั้งยังมีโรงงานทั้งหลายตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ปล่อยเวลาให้หายไปอย่างสูญเปล่า เพราะขณะนี้ได้เริ่มเดินสายการผลิตแล้ว ด้วยความร่วมมือจาก Kobe Steel ของญี่ปุ่น ทางโรงงานมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มส่งผลิตภัณฑ์ตัวอย่างให้ลูกค้าได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยทั้ง 2 บริษัทได้ทำจับมือและวางข้อตกลงร่วมกัน ในเดือนภุมภาพันธ์ ปี 2016 ในการผลิตลวดเหล็กชนิดพิเศษ ซึ่งการร่วมทุนในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อโรงงานเป็น Kobelco Millcon Steel Co (KMS) เรียกได้ว่าเป็นการร่วมทุนกันทางแรงงานและจิตใจ โดยปกติแล้วโรงงานแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศไทยจะทำการผลิตลวดเหล็กธรรมดาเท่านั้น แต่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมกำลังจะเริ่มทดสอบผลิตลวดเหล็กชนิดพิเศษออกมา ทางโรงงานกล่าวว่าพวกเขาร่วมกันวางแผนในการจัดส่งสินค้าตัวอย่างที่ผลิตขึ้นมาใหม่ๆ ให้กับลูกค้าไปทดลองใช้ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนเป็นต้นไปและเริ่มจำหน่ายลวดเหล็กชนิดพิเศษตอนจบปีงบประมาณของปีนี้ ซึ่งก็คือในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2018 นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการวางเป้าหมายที่จะทำการผลิตลวดเหล็กชนิดพิเศษอย่างเต็มกำลัง ภายในปี 2020 การที่บริษัท Millcon สามารถผลิตเหล็กพิเศษของไทยได้ เนื่องมาจาก Millcon มีโรงงานขนาดใหญ่ซึ่งมีกำลังในการผลิตลวดเหล็ก carbon อยู่จำนวน 480,000 ตัน/ปี เมื่อโรงงานทุ่มเทการผลิตอย่างเต็มกำลัง ทางโรงงานก็มีความมุ่งหวังว่าการผลิตลวดเหล็กชนิดพิเศษจะมีปริมาณเกินครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งหมด บริษัท Kobe ได้ทำการจัดส่ง billets ชนิดพิเศษส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นให้กับ RSM เพื่อการเริ่มต้นเดินสายการผลิต โดยทาง Kobe จะจัดส่งวัตถุดิบให้ตลอด ทาง KMS ก็ได้ทำการจัดส่งลวดเหล็กชนิดพิเศษให้กับ Kobe CH Wire (Thailand) ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตหนองจอก เพื่อทำการผลิตลวดเหล็กเย็น ซึ่งมีอัตราการผลิต 4,500 ตัน/เดือน ตอนแรกนั้นทาง Kobe ได้ทำการจัดส่งลวดเหล็กพิเศษจากประเทศญี่ปุ่นให้กับโรงงานทั้ง 2 แห่ง แต่ภายหลังจากนี้ ทาง Kobe จะส่ง…

Read More

MEPS เผยปี 2017 ยอดผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมกำลังจะได้ทำลายสถิติสูงสุด

zgjh88-Stainless steel

บริษัท MEPS เป็นบริษัทที่คอยรวบรวมข้อมูลข่าวสารทางด้านการค้าของเหล็กซึ่งเป็นบริษัทรายใหญ่ชั้นนำของโลกโดยทาง MEPS ได้ออกมาเปิดเผยถึงการคาดการณ์อย่างมีระบบในอนาคต ของการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมหรือ Stainless ของโลก จากการรวมรวมข้อมูล ซึ่งได้มีการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2017 เพิ่มขึ้นไปเป็นจำนวน 47.5 ล้านตัน เรียกได้ว่ามีการขยายตัว 3.75% หากเทียบกับปีก่อนหน้าคือ 45.8 ล้านตัน บริษัท MEPS มีการคาดเดาว่าจำนวนการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็ก Stainless ในทุกส่วนจากทั่วโลกมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นจากทั้งหมดของปี 2017 หลังจากที่มันได้มีการหดตัวลงจากตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยอดของการสั่งผลิตของประเทศจีนรวมทั้งประเทศที่กำลังพัฒนา โดยบริษัท MEPS ได้คำนวณเอาไว้ล่วงหน้าว่ายอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมหรือเหล็ก Stainless ของจีนในปีนี้น่าจะ เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน จะอยู่ประมาณ 25 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนออกมาได้ 55% ของยอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็ก Stainless จากทั่วโลก ส่วนในเรื่องของการส่งออกเหล็กกล้าไร้สนิมหรือเหล็ก Stainless ของจีนในปี 2017 ทาง MEPS คาดไว้ว่ายอดการส่งออกน่าจะมีการหดตัวลงเพราะมีสาเหตุมาจากการประกาศใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของสินค้าเหล็กอันมาจากจีนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยจำนวนการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมหรือเหล็ก Stainless จากสหรัฐฯ ในปี 2016 ที่ผ่านมาเป็นจำนวน 2.5 ล้านตัน ซึ่งได้ถือว่าสามารถขยายตัวได้อย่างพอสมควร 6% หลังจากมีการหดตัวเล็กน้อยภายในปี 2015 และสำหรับในปี 2017 นี้ MEPS คาดว่าจำนวนการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม หล็ก Stainless ของสหรัฐฯ น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% หากเทียบกับปีก่อนหน้า ยอดการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็ก Stainless ของไต้หวันกลับมีการฟื้นตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งในปี 2016 ที่ผ่านมา มียอดของการผลิตอยู่ในระดับมากกว่าจำนวน 1.25 ล้านตัน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกหากนับมาตั้งแต่ปี 2010 หรือ…

Read More